วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การลบส่วนที่ไม่ต้องการ ใบงานที่ 5.1


ใบงานที่ 5.1
ลบส่วนที่ไม่ต้องการของภาพ

                                                                   คำสั่ง ให้นักเรียน save รูปภาพต่อไปนี้แล้วทำการลบส่วนที่เกินออกไป
                                                                   ใช้เครื่องมือ Clone Stamp Tool ดูวิธีทำได้จากเนื้อหาที 22. การใช้ Clone Stamp Tool

                                      1.รูปนี้ให้นักเรียนลบลายเซ็นต์บนบ่าดารา และตัวหนังสือบนหัวดาราออกไป
            

                                     
                                      2.รูปนี้ลบตัวหนังสือด้านล่าง

         
                                     
                                      3.ลบตัวหนังสือด้านบน

       
                                     
                                      4.ลบตัวหนังสือบนผม

       


ทำเสร็จเรียบร้อยครับ









วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การดูแลพืชผักสวนครัว


การดูแลพืชผักสวนครัว

1. การให้น้ำพืชผักสวนครัว
น้ำ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผักมาก เนื่องจากพืชผักเป็นพืชที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่สูง พืชผักต้องการน้ำตลอดฤดูกาลเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบของพืชผักถึงร้อยละ 80 หรือมากกว่า และยังมีหน้าที่สำคัญต่อขบวนการต่างๆภายในพืช เช่น กระบวนการสังเคราะห์แสง นอกจากนี้น้ำ ยังเป็นตัวทำละลายธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่พืชผักต้องการ ช่วยลำเลียงธาตุอาหารที่รากได้มาจากดินสู่ใบและช่วยลำเลียงสารอาหารที่เป็นผลมาจากการสังเคราะห์แสง จากใบไปสู่ส่วนต่างๆของพืช ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532: 142)
2. หลักการให้น้ำแก่พืชผัก
2.1 อย่าให้น้ำแบบบ่อยๆทีละน้อย แต่ควรให้มากเต็มที่จนน้ำซึมทั่วตลอดหน้าตัดของดินถึง 8 – 12 นิ้ว ในแต่ละครั้งที่ให้ และไม่บ่อยครั้งนัก
2.2 ให้น้ำให้เพียงพอตามที่พืชต้องการ ในระยะการเจริญเติบโตแต่ละช่วง
2.3 หลีกเลี่ยงการให้น้ำในตอนเย็น เพราะจะทำให้ใบยังคงเปียกในเวลากลางคืน ทำให้เชื้อราระบาดทำลายได้ง่าย ถ้าเป็นไปได้ควรให้น้ำในตอนเช้า
2.4 พยายามลดการระเหยของน้ำโดยการคลุมผิวหน้าดิน
2.5 การให้น้ำกับพืชกินรากต่างๆ ภายหลังที่พืชนั้นกระทบแล้งพึงระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะสามารถทำให้รากขยายตัวทันทีและแตก ผลผลิตเสียหายได้
2.6 การให้น้ำมากเกินไปในบางครั้งทำให้ผลผลิตลดลงเนื่องจากอาจทำให้ การเจริญเติบโตทางใบ กิ่งก้านมากขึ้นโดยไม่สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น

 3. วิธีการให้น้ำพืชผัก
3.1 การให้น้ำแบบฉีดฝอย เป็นการฉีดน้ำจากหัวฉีดขึ้นไปบนอากาศแล้วให้ เม็ดน้ำตกลงมาบนพื้นที่ปลูก การให้น้ำแบบนี้สามารถใช้ได้กับพืชผักและดินทุกชนิด แต่ค่าลงทุนสูงมาก จึงมักเลือกใช้วิธีนี้เมื่อวิธีอื่นๆไม่สามารถจะใช้ได้ 
3.2 การให้น้ำทางผิวดิน เป็นวิธีการให้น้ำที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ แปลงปลูกที่เรียบหรือค่อนข้างเรียบ กระทำได้โดยให้น้ำขังหรือไหลไปบนผิวดินและ ซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขังหรือไหลผ่าน ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากได้แก่
3.2.1 การปล่อยน้ำไปตามร่อง เป็นระบบการนำน้ำเข้าในแปลงปลูกพืชผักโดยนำเข้าไปตามร่องระหว่างแถว หรือตามร่องระหว่างแปลงปลูก แล้วปล่อยให้น้ำซึมขึ้นไปบนแปลง ใช้มากกับแปลงปลูกพืชผักพวก พริก มะเขือเทศ แตงโม ผักกาดหอม และกะหล่ำต่างๆ
                    3.2.2 การปล่อยน้ำท่วมทั้งผืน เป็นระบบการนำน้ำเข้าไปในแปลงปลูก พืชผักโดยให้น้ำท่วมแปลงหมดทั้งผืน ใช้มากในการปลูกพืชผักพวก หอม กระเทียม
3.3 การให้น้ำแบบหยด เป็นวิธีการให้น้ำผิวดินวิธีใหม่ โดยน้ำจะหยดในจุดใด จุดหนึ่ง หรือหลายๆจุดบนผิวดินหรือบริเวณรากพืช โดยทั่วไปการให้น้ำแบบนี้ ควรใช้กับพื้นที่ดินมีเนื้อละเอียดจนถึงค่อนข้างหยาบและมีการไหลซึมทางด้านข้างดี เพราะการให้น้ำแบบนี้จะมีพื้นที่การให้น้ำแคบ ถ้าดินโปร่งมากจะทำให้น้ำไหลซึมลงไปในดินมากกว่าที่จะไหลซึมไปหารากพืชทางด้านข้าง ทำให้ความชื้นในดินแผ่กระจายไม่ทั่วถึงบริเวณราก
3.4 การให้น้ำทางใต้ผิวดิน เป็นการให้น้ำแก่พืชโดยยกระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้นมาพอที่จะไหลซึมขึ้นมาสู่ระดับบริเวณรากได้ ซึ่งสามารถกระทำได้ 2 แบบคือ โดยการให้น้ำในคู และโดยการให้น้ำไหลเข้าไปในท่อซึ่งฝังไว้ใต้ดิน
3.5 การให้น้ำแบบใช้เรือติดเครื่องพ่นน้ำ เป็นการให้น้ำแปลงพืชผักโดยดึงน้ำจากท้องร่อง นิยมใช้มากในแปลงปลูกบริเวณท้องที่ภาคกลางเพราะเป็นเขตที่ลุ่ม แปลงปลูกเป็นแปลงยกร่องและมีร่องน้ำ โดยแปลงกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 – 2.00 เมตร ลึกประมาณ 1 – 1.5 เมตร
                3.6 การให้น้ำแบบใช้แครงสาดและกระบวยน้ำเดินรด ใช้กับสวนผักขนาดเล็ก เช่นสวนครัว หรือสวนหลังบ้าน(สมภพ ฐิตะวสันต์. 2537 : 107)
4. การใส่ปุ๋ยพืชผักสวนครัว  การให้ปุ๋ยพืชผักมีจุดประสงค์เพื่อให้ทดแทนธาตุอาหารส่วนที่พืชนำมาจากดินขึ้นไปใช้และส่วนที่ถูกชะล้างสูญเสียไปจากดิน รวมทั้งเพื่อรักษาระดับ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532:153 )  การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง เมื่อมีการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชผักแล้วพืชสามารถใช้ประโยชน์จากปุ๋ยนั้นได้มาก และให้ผลผลิตสูง ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้
                4.1 ดินต้องมีความร่วนซุยและมีความชื้นเหมาะสม เพราะดินเป็นตัวทำละลาย ธาตุอาหารให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
                4.2 ควรมีการป้องกันการสูญเสียปุ๋ยหลังจากใส่ลงดิน โดยการพรวนดินกลบปุ๋ยและรดน้ำตาม
                4.3 ปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการนำปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ของ พืชผักอยู่เสมอ เช่น ถ้าดินเป็นกรดต้องใส่ปูนขาว ถ้าดินเป็นด่างต้องใส่กำมะถันผง เพื่อปรับปรุงดินให้มีสภาพเป็นกลาง
                4.4 กำจัดวัชพืชออกจากแปลงปลูกบ้าง เพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยจากพืชที่ปลูก
                4.5 เลือกวิธีการใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับลักษณะการปลูกพืชผัก เช่น ถ้าปลูกโดยวิธี การหว่านก็ควรใส่ปุ๋ยไปพร้อมกับการหว่านเมล็ด ( อรุณี ลิมศิริและปัญญาฉัตร กล่อมชุ่ม.2542: 58)
5. หลักการให้ปุ๋ยแก่พืชผัก  พืชผักเป็นพืชอายุสั้น มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ดินที่ปลูกจึงควรมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างเพียงพอ ( วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544:18)โดยทั่วไปการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อพืชสูงสุด การใส่ปุ๋ยให้กับพืชผักมีหลักปฏิบัติดังนี้
5.1 พยายามใส่ปุ๋ยทั้งชนิดและปริมาณ ให้ตรงกับช่วงระยะความต้องการของ พืชผักที่ปลูก ปุ๋ยที่ถูกชะล้างได้ง่ายจากน้ำฝนหรือการให้น้ำแบบพ่นฝอย เช่น ไนโตรเจน ปุ๋ยโพแทสเซียม ควรแบ่งใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นประมาณครึ่งหนึ่งของปุ๋ยทั้งหมด ส่วนที่เหลือให้ใส่เป็นปุ๋ยเสริมหยอดหน้าขณะพืชกำลังเจริญเติบโต
                5.2 ปุ๋ยที่ไม่เคลื่อนย้ายในดินและไม่ถูกชะล้างในดิน เช่น ปุ๋ยฟอสฟอรัส ควรพยายามฝังให้ใกล้รากพืชมากที่สุด เพื่อรากพืชจะได้สามารถนำธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
                5.3 การใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาดินเค็มและดินเป็นกรดจัดได้ (คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชผักดูได้จากตาราง 14.1)
                5.4 ควรให้ปุ๋ยมากขึ้นเมื่อใช้ระยะปลูกชิดขึ้น
                5.5 ควรให้ปุ๋ยมากขึ้น ถ้าสามารถรักษาระดับความชื้นของดินได้เป็นอย่างดี (เมืองทอง ทวนทวี และ สุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ ทวนทวี.2532:154)
                5.6 การใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่หลายครั้ง ดีกว่าใส่ปริมาณมากแต่น้อยครั้ง (วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544: 18) โดยปกติจะใส่ปุ๋ยรองพื้นหรือรองก้นหลุมก่อนปลูกและใส่อีกครั้งทุกๆ 15-20 วัน ซึ่งเรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า
5.7 ผักกินใบ ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตนเจนสูงหรือใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ชนิดในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น สูตร 21-0-0 หรือ 15-15-15 ผักกินผลและกินราก ควรใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงโดยเฉพาะในช่วงติดดอกออกผล เช่น สูตร13-13-21 แต่ในช่วงที่เจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น 21-0-0 หรือ 15-15-15 (วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544:19)    
                                6. แบบและวิธีการใส่ปุ๋ย  แบบและวิธีการใส่ปุ๋ยแบ่งออกได้ดังนี้
6.1 การหว่านกระจายทั่วทั้งแปลง เป็นการใส่ปุ๋ยโดยหว่านปุ๋ยในรูปเม็ดให้ทั่ว ทั้งแปลง อาจกระทำในช่วงเตรียมดินเพื่อใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น หรือใส่ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตเป็นลักษณะปุ๋ยแต่งหน้า แต่การใส่ปุ๋ยในระยะนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะปุ๋ยที่ตกค้างบนส่วนต่างๆของพืชสามารถทำอันตรายแก่พืชได้ และควรให้น้ำตามทันทีหลังการหว่านปุ๋ยแล้วข้อดีของการใส่ปุ๋ยวิธีนี้ คือ สะดวกและง่ายในการปฏิบัติ แต่มีข้อเสียที่ มักเปลืองปุ๋ยและมีบางส่วนที่สูญเสียไปไม่ได้นำมาใช้
                6.2 การใส่แบบเฉพาะจุดหรือเป็นแถบ วิธีนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการ ใส่ปุ๋ย โดยพยายามให้ปุ๋ยอยู่ในตำแหน่งที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและ รวดเร็วลดการสูญเสียปุ๋ยลง แบ่งได้หลายวิธี ดังนี้

6.2.1 การใส่ปุ๋ยเป็นแถบหรือจุดในดินบริเวณใต้เมล็ดพันธุ์และต้นกล้า เป็นการ ใส่ปุ๋ยรองพื้นในร่องหรือแปลงปลูก โดยอาจวางเป็นแถบๆหรือจุดๆ เฉพาะตรงที่หยอดเมล็ดพันธ์หรือที่ที่ต้นกล้าขึ้นอยู่ วิธีนี้ช่วยลดอันตรายจากปุ๋ยที่หว่านกระจายและตกอยู่ใกล้เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้ามากเกินไป โดยปกติควรวางปุ๋ยให้ห่างจากเมล็ดพันธุ์หรือรากต้นกล้าอย่างน้อยประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร
6.2.2 การใส่ปุ๋ยเป็นแถบหรือจุดในดินข้างแถวต้นกล้า เป็นการใส่ปุ๋ยพวกปุ๋ยเสริมเป็นแถบๆหรือจุดๆในร่องดินตื้นๆตลอดแนวขนานกับแถวปลูกพืช มักวางปุ๋ยในร่องลึกประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร และห่างจากต้นพืชผักประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร
6.2.3 การใสปุ๋ยเป็นแถบบนดินรอบๆต้นพืชผัก เป็นการใส่ปุ๋ยพวกเสริม หยอดหน้าที่เรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า โดยโรยเป็นแถบๆบนผิวดินรอบๆต้นพืชผักหรือเฉพาะด้านข้างตลอดแนวขนานกับแถวปลูก มักโรยให้ห่างจากต้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร

6.3 การให้ปุ๋ยแบบพ่นฝอยทางใบ เป็นการให้ปุ๋ยในรูปสารละลายน้ำฉีดพ่นทางใบเพื่อให้พืชนำไปใช้ได้ทันที เป็นการให้ปุ๋ยเสริมหรือแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารเสริมต่างๆ จะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหากใช้วิธีการนี้ในการให้พวกธาตุอาหารหลัก การให้ปุ๋ยวิธีนี้ต้องระมัดระวังเรื่อง ความเข้มข้นของปุ๋ย ถ้าอัตราเข้มข้นมากเกินไปจะทำให้เกิดใบไหม้ตายได้

6.4 การใส่ปุ๋ยผสมไปกับระบบน้ำหยด เป็นการให้ปุ๋ยในรูปของสารละลาย โดยให้พร้อมกับน้ำหยด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยได้อย่างมาก เพราะมีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทั้งยังประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการให้ปุ๋ย แต่ต้องระมัดระวัง ต้องใช้ชนิดที่ถูกต้องและอัตราที่พอเหมาะ เพราะอาจไปเพิ่มปัญหาการสะสมของเกลือบริเวณรอบๆต้นพืชผักได้(เมืองทอง ทวนทวี และสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532: 155-157)

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สารเสพติด

 
กลุ่มยาแอมเฟตามีน  จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทกระตุ้นประสาท มีชื่อเรียกในกลุ่มผู้เสพว่ายาม้า หรือยาขยัน ปัจจุบันได้ถูกเรียกชื่อเป็นยาบ้าจัดเป็นยาที่มนุษย์ สังเคราะห์ขึ้นมาหลายตัว เช่น อีเฟดริน เมทแอมเฟตามีน เดกซ์แอมเฟตามีน และ เอ็กซ์ตาซี
ซึ่งเป็นแอมเฟตามีนในรุ่นที่สาม เป็นต้นฯ

แอมเฟตามีน มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขมนิดๆโดยทั่วไปที่มีจำหน่าย มักจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กเม็ดกลมแบน อาจพบลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม รูปหัวใจ มีสีขาว เหลือง
น้ำตาล สีฟ้า หรือหลากสีในเม็ดเดียว และมักมีเครื่องหมายรูปหัวม้า หรือคำว่า LONDON

ปัจจุบันยาในกลุ่มนี้ที่แพร่หลายมากที่สุดเป็น เมทแอมเฟตามีน(Metamphetamine)ซึ่งมีลักษณะ ที่พบบ่อยเป็นเม็ดสีส้มมีตัวอักษรWY  ในระยะหลังจะพบว่ามีการผสมยากลุ่มแอมเฟตามีน
โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนร่วมกับเฮโรอินและอื่นซึ่งมีผลทำให้เสพติดง่ายขึ้นเลิกจากการเสพติด ได้ยากมากขึ้น เอ็กซ์ตาซีพบในเมืองใหญ่กลุ่มวัยรุ่นที่มีฐานะ

การเสพยาในกลุ่มแอมเฟตามีนมี 4 วิธี คือ

กิน เป็นวิธีเดิมที่ใช้กันอยู่ในกลุ่มเกษตรกร  ผู้ขับขี่รถ

ฉีดยา เข้าเส้น มักจะผสมกับยาอื่น เช่น เฮโรอิน หรือ ยากล่อมประสาท

สูบ โดยบดคลุกกับบุหรี่สูบ

สูดควันระเหย คล้ายกับวิธีสูบบุหรี่ โดยบดแล้วลนไฟ  จะใส่ในกระดาษฟรอยด์ เรียกว่า เรือ ลนไฟแล้วใช้หลอดกาแฟดูดควันระเหย ที่เรียกว่า จับมังกร เป็นวิธีที่แพร่หลาย ในหมู่นักเรียน นักศีกษา และวัยรุ่น

การออกฤทธิ์ของยากลุ่มแอมเฟตามีน ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

1.ออกฤทธิ์กระตุ้นต่อระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัวตลอดเวลา  นอนไม่หลับ
2.ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น
3.กดศูนย์ควบคุมการอยากอาหาร ทำให้เบื่ออาหาร ทานน้อยลง เป็นยาลดน้ำหนักได้
4.กระตุ้นศูนย์หายใจ ทำให้หายใจเร็วและแรงขึ้น
5.กระตุ้นระบบสมองส่วนหน้า  ทำให้เกิดอาการความคิดความอ่านแจ่มใสชั่วขณะ บางรายจะมีอาการสั่น

อาการของผู้เสพยาแอมเฟตามีน

สำหรับผู้ที่เสพในปริมาณไม่มาก 20-30 กรัมต่อวัน อาการที่มักจะตรวจพบ ได้แก่ เบื่ออาหาร ตื่นเต้นง่าย อยู่ไม่สุข มือสั่น ตัวสั่น เหงื่อออกมาก คลื่นไส้อาเจียน ผะอืดผะอมได้ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วและแรง อยู่ได้นานโดยไม่ต้องนอน ท้องเสียหรือท้องผูก ปาก และ จมูกแห้ง ริมฝีปากแตก ทำงานเกินปกติ หงุดหงิด ชอบทะเลาะวิวาท รูม่านตาเบิกกว้าง สูบบุหรี่จัด มวนต่อมวน

ผลทางด้านจิตใจจะเห็นได้ชัดเมื่อเสพเป็นจำนวนมาก จะเกิดอาการทางจิตเฉียบพลัน หรือเป็นบ้าขึ้นได้ชั่วระยะหนึ่ง อาการจะคล้ายผู้ป่วยโรคจิตหวาดระแวงเกิดอาการหลงผิด คิดว่ามีคนมาทำร้ายตนเอะอะคว้าอาวุธมาป้องกันตัวเอง หรือพยายามจะหนีซุกซ่อนตัวเอง พูดไม่รู้เรื่อง มักเห็นภาพหลอน ต่างๆนานา ซึ่งนำไปสู่อันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น เช่นตกใจกลัวปีนตึกหรือเสา ถูกรถชน หรือหลงผิดว่า มีคนมาทำร้าย จึงทำร้ายผู้อื่นก่อน  บางรายที่ใช้ยามากๆอาจจะมีอาการไข้ขึ้น ความดันโลหิตสูงมาก ใจสั่น หายใจไม่ออก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หมดสติ ถึงตายได้

เมื่อเสพเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้สมองได้รับการกระตุ้นเสมอ โดยไม่ได้รับการพักผ่อน
ร่างกายฝืนให้ทำงานหนักตลอดเวลามีผลทำให้ร่างกายสุขภาพทรุดโทรมลงเกิดโรคตามมาง่าย เช่น
โรคติดเชื้อต่างๆ โรคตับอักเสบ โรคปอด ไตเสื่อม ผลต่อจิตใจเกิดอารมณ์แปรปรวน ภาวะทางจิตเสื่อมโทรมก่อให้เกิดโรคจิตเรื้อรังหรือบ้าได้ตลอดไป

อาการของการเลิกใช้ยาหรือถอนยา

ในรายผู้ที่เสพติดยาม้าแล้ว เมื่อหยุดการใช้ยาก็จะเกิดอาการ ได้แก่ รู้สึกร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาก จนกระทั่งไม่มีแรงแม้จะทานอาหาร จะมีอาการกระวนกระวาย กระสับกระส่าย ความคิดสับสน ปวดศรีษะ เหงื่อแตกมาก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดบิดในท้อง รู้สึกร้อนสลับหนาวจัดได้ อาจทุรนทุราย เอะอะอาละวาด ทำร้ายผู้อยู่ใกล้เคียงได้ อาจฆ่าตัวตายเนื่องจากมีอารมณ์ซึมเศร้ามาก

อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากขาดยาไปเพียง 2-3 วัน และอาจมีความรู้สึกทรมานต่อไปอีกเป็นอาทิตย์ ซึ่งผู้เสพบางรายอาจจะทนไม่ได้ แต่โดยทั่วไปอาการจะมีประมาณ 1 อาทิตย์

ในระยะหลังจะพบผู้ติดยาม้ามากขึ้นโดยเฉพาะในสถานศึกษาโดยทั่วไปเลิกไม่ยากเนื่องจาก โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร  และอาการถอนยาก็ไม่รุนแรง อาจมีอาการหงุดหงิดบ้างเล็กน้อย อ่อนเพลีย นอนหลับมากปวดเมื่อยตามตัวผู้เสพติดสามารถเลิกได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาอะไร
นอกจากในรายที่มีอาการทางด้านโรคจิตประสาทชัดเจนหรือกลุ่มซึ่งติดมานานจนเกิด โรคแทรกซ้อนต่างๆ

การบำบัดรักษาเพื่อให้เลิกจากการเสพยาแอมเฟตามีน

ความสำคัญอยู่ที่ทำให้ผู้เสพเข้าใจถึงพิษภัยของยาม้าในระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องของ ระดับสติปัญญาที่ลดลงไปเรื่อยและเกิดอาการทางจิตประสาทตามมาซึ่งระยะเวลา ที่เริ่มมีอาการมักเกิดภายหลัง2-5ปีหลังการเสพติดรวมทั้งผลกระทบอื่นๆในทุกด้าน อาจใช้ยาที่มีผลทำให้ความรู้สึกอยากยาลดลง และยาที่ควบคุมอาการทางจิตประสาท






ที่มา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ