การดูแลพืชผักสวนครัว
1. การให้น้ำพืชผักสวนครัว
น้ำ
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผักมาก
เนื่องจากพืชผักเป็นพืชที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่สูง
พืชผักต้องการน้ำตลอดฤดูกาลเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบของพืชผักถึงร้อยละ 80 หรือมากกว่า และยังมีหน้าที่สำคัญต่อขบวนการต่างๆภายในพืช
เช่น กระบวนการสังเคราะห์แสง นอกจากนี้น้ำ
ยังเป็นตัวทำละลายธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่พืชผักต้องการ
ช่วยลำเลียงธาตุอาหารที่รากได้มาจากดินสู่ใบและช่วยลำเลียงสารอาหารที่เป็นผลมาจากการสังเคราะห์แสง
จากใบไปสู่ส่วนต่างๆของพืช ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532:
142)
2. หลักการให้น้ำแก่พืชผัก
2.1 อย่าให้น้ำแบบบ่อยๆทีละน้อย
แต่ควรให้มากเต็มที่จนน้ำซึมทั่วตลอดหน้าตัดของดินถึง 8 – 12 นิ้ว ในแต่ละครั้งที่ให้ และไม่บ่อยครั้งนัก
2.2 ให้น้ำให้เพียงพอตามที่พืชต้องการ ในระยะการเจริญเติบโตแต่ละช่วง
2.3 หลีกเลี่ยงการให้น้ำในตอนเย็น เพราะจะทำให้ใบยังคงเปียกในเวลากลางคืน
ทำให้เชื้อราระบาดทำลายได้ง่าย ถ้าเป็นไปได้ควรให้น้ำในตอนเช้า
2.4 พยายามลดการระเหยของน้ำโดยการคลุมผิวหน้าดิน
2.5 การให้น้ำกับพืชกินรากต่างๆ ภายหลังที่พืชนั้นกระทบแล้งพึงระมัดระวังอย่างยิ่ง
เพราะสามารถทำให้รากขยายตัวทันทีและแตก ผลผลิตเสียหายได้
2.6 การให้น้ำมากเกินไปในบางครั้งทำให้ผลผลิตลดลงเนื่องจากอาจทำให้
การเจริญเติบโตทางใบ กิ่งก้านมากขึ้นโดยไม่สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น
3. วิธีการให้น้ำพืชผัก
3.1 การให้น้ำแบบฉีดฝอย
เป็นการฉีดน้ำจากหัวฉีดขึ้นไปบนอากาศแล้วให้ เม็ดน้ำตกลงมาบนพื้นที่ปลูก
การให้น้ำแบบนี้สามารถใช้ได้กับพืชผักและดินทุกชนิด แต่ค่าลงทุนสูงมาก
จึงมักเลือกใช้วิธีนี้เมื่อวิธีอื่นๆไม่สามารถจะใช้ได้

3.2 การให้น้ำทางผิวดิน เป็นวิธีการให้น้ำที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่
แปลงปลูกที่เรียบหรือค่อนข้างเรียบ กระทำได้โดยให้น้ำขังหรือไหลไปบนผิวดินและ
ซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขังหรือไหลผ่าน ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายวิธี
แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากได้แก่
3.2.1 การปล่อยน้ำไปตามร่อง
เป็นระบบการนำน้ำเข้าในแปลงปลูกพืชผักโดยนำเข้าไปตามร่องระหว่างแถว
หรือตามร่องระหว่างแปลงปลูก แล้วปล่อยให้น้ำซึมขึ้นไปบนแปลง
ใช้มากกับแปลงปลูกพืชผักพวก พริก มะเขือเทศ แตงโม ผักกาดหอม และกะหล่ำต่างๆ
3.2.2 การปล่อยน้ำท่วมทั้งผืน เป็นระบบการนำน้ำเข้าไปในแปลงปลูก
พืชผักโดยให้น้ำท่วมแปลงหมดทั้งผืน ใช้มากในการปลูกพืชผักพวก หอม กระเทียม
3.3 การให้น้ำแบบหยด เป็นวิธีการให้น้ำผิวดินวิธีใหม่
โดยน้ำจะหยดในจุดใด จุดหนึ่ง หรือหลายๆจุดบนผิวดินหรือบริเวณรากพืช
โดยทั่วไปการให้น้ำแบบนี้
ควรใช้กับพื้นที่ดินมีเนื้อละเอียดจนถึงค่อนข้างหยาบและมีการไหลซึมทางด้านข้างดี
เพราะการให้น้ำแบบนี้จะมีพื้นที่การให้น้ำแคบ
ถ้าดินโปร่งมากจะทำให้น้ำไหลซึมลงไปในดินมากกว่าที่จะไหลซึมไปหารากพืชทางด้านข้าง
ทำให้ความชื้นในดินแผ่กระจายไม่ทั่วถึงบริเวณราก

3.4 การให้น้ำทางใต้ผิวดิน
เป็นการให้น้ำแก่พืชโดยยกระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้นมาพอที่จะไหลซึมขึ้นมาสู่ระดับบริเวณรากได้
ซึ่งสามารถกระทำได้ 2 แบบคือ โดยการให้น้ำในคู
และโดยการให้น้ำไหลเข้าไปในท่อซึ่งฝังไว้ใต้ดิน
3.5 การให้น้ำแบบใช้เรือติดเครื่องพ่นน้ำ
เป็นการให้น้ำแปลงพืชผักโดยดึงน้ำจากท้องร่อง นิยมใช้มากในแปลงปลูกบริเวณท้องที่ภาคกลางเพราะเป็นเขตที่ลุ่ม
แปลงปลูกเป็นแปลงยกร่องและมีร่องน้ำ โดยแปลงกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 – 2.00 เมตร
ลึกประมาณ 1 – 1.5 เมตร
3.6
การให้น้ำแบบใช้แครงสาดและกระบวยน้ำเดินรด ใช้กับสวนผักขนาดเล็ก
เช่นสวนครัว หรือสวนหลังบ้าน(สมภพ ฐิตะวสันต์. 2537 : 107)
4. การใส่ปุ๋ยพืชผักสวนครัว การให้ปุ๋ยพืชผักมีจุดประสงค์เพื่อให้ทดแทนธาตุอาหารส่วนที่พืชนำมาจากดินขึ้นไปใช้และส่วนที่ถูกชะล้างสูญเสียไปจากดิน
รวมทั้งเพื่อรักษาระดับ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ( เมืองทอง ทวนทวีและสุรีรัตน์
ปัญญาโตนะ.2532:153 ) การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ
หมายถึง เมื่อมีการใส่ปุ๋ยให้แก่พืชผักแล้วพืชสามารถใช้ประโยชน์จากปุ๋ยนั้นได้มาก
และให้ผลผลิตสูง ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้
4.1 ดินต้องมีความร่วนซุยและมีความชื้นเหมาะสม
เพราะดินเป็นตัวทำละลาย ธาตุอาหารให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
4.2 ควรมีการป้องกันการสูญเสียปุ๋ยหลังจากใส่ลงดิน
โดยการพรวนดินกลบปุ๋ยและรดน้ำตาม
4.3 ปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการนำปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ของ
พืชผักอยู่เสมอ เช่น ถ้าดินเป็นกรดต้องใส่ปูนขาว ถ้าดินเป็นด่างต้องใส่กำมะถันผง
เพื่อปรับปรุงดินให้มีสภาพเป็นกลาง
4.4 กำจัดวัชพืชออกจากแปลงปลูกบ้าง
เพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยจากพืชที่ปลูก
4.5 เลือกวิธีการใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับลักษณะการปลูกพืชผัก
เช่น ถ้าปลูกโดยวิธี การหว่านก็ควรใส่ปุ๋ยไปพร้อมกับการหว่านเมล็ด ( อรุณี
ลิมศิริและปัญญาฉัตร กล่อมชุ่ม.2542: 58)
5. หลักการให้ปุ๋ยแก่พืชผัก พืชผักเป็นพืชอายุสั้น
มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ดินที่ปลูกจึงควรมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างเพียงพอ
( วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544:18)โดยทั่วไปการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี
จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อพืชสูงสุด การใส่ปุ๋ยให้กับพืชผักมีหลักปฏิบัติดังนี้
5.1 พยายามใส่ปุ๋ยทั้งชนิดและปริมาณ ให้ตรงกับช่วงระยะความต้องการของ
พืชผักที่ปลูก ปุ๋ยที่ถูกชะล้างได้ง่ายจากน้ำฝนหรือการให้น้ำแบบพ่นฝอย เช่น
ไนโตรเจน ปุ๋ยโพแทสเซียม ควรแบ่งใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นประมาณครึ่งหนึ่งของปุ๋ยทั้งหมด
ส่วนที่เหลือให้ใส่เป็นปุ๋ยเสริมหยอดหน้าขณะพืชกำลังเจริญเติบโต
5.2 ปุ๋ยที่ไม่เคลื่อนย้ายในดินและไม่ถูกชะล้างในดิน
เช่น ปุ๋ยฟอสฟอรัส ควรพยายามฝังให้ใกล้รากพืชมากที่สุด
เพื่อรากพืชจะได้สามารถนำธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
5.3 การใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวมากเกินไป
อาจก่อให้เกิดปัญหาดินเค็มและดินเป็นกรดจัดได้
(คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชผักดูได้จากตาราง 14.1)
5.4 ควรให้ปุ๋ยมากขึ้นเมื่อใช้ระยะปลูกชิดขึ้น
5.5 ควรให้ปุ๋ยมากขึ้น
ถ้าสามารถรักษาระดับความชื้นของดินได้เป็นอย่างดี (เมืองทอง ทวนทวี และ สุรีรัตน์
ปัญญาโตนะ ทวนทวี.2532:154)
5.6 การใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่หลายครั้ง
ดีกว่าใส่ปริมาณมากแต่น้อยครั้ง (วสันต์ กฤษฎารักษ์.2544: 18) โดยปกติจะใส่ปุ๋ยรองพื้นหรือรองก้นหลุมก่อนปลูกและใส่อีกครั้งทุกๆ 15-20
วัน ซึ่งเรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า

5.7 ผักกินใบ
ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตนเจนสูงหรือใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ชนิดในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น สูตร 21-0-0 หรือ 15-15-15
ผักกินผลและกินราก
ควรใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงโดยเฉพาะในช่วงติดดอกออกผล เช่น สูตร13-13-21
แต่ในช่วงที่เจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง
เช่น 21-0-0 หรือ 15-15-15 (วสันต์
กฤษฎารักษ์.2544:19)
6. แบบและวิธีการใส่ปุ๋ย แบบและวิธีการใส่ปุ๋ยแบ่งออกได้ดังนี้
6.1 การหว่านกระจายทั่วทั้งแปลง
เป็นการใส่ปุ๋ยโดยหว่านปุ๋ยในรูปเม็ดให้ทั่ว ทั้งแปลง
อาจกระทำในช่วงเตรียมดินเพื่อใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น หรือใส่ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตเป็นลักษณะปุ๋ยแต่งหน้า
แต่การใส่ปุ๋ยในระยะนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง
เพราะปุ๋ยที่ตกค้างบนส่วนต่างๆของพืชสามารถทำอันตรายแก่พืชได้
และควรให้น้ำตามทันทีหลังการหว่านปุ๋ยแล้วข้อดีของการใส่ปุ๋ยวิธีนี้ คือ
สะดวกและง่ายในการปฏิบัติ แต่มีข้อเสียที่ มักเปลืองปุ๋ยและมีบางส่วนที่สูญเสียไปไม่ได้นำมาใช้
6.2
การใส่แบบเฉพาะจุดหรือเป็นแถบ วิธีนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการ
ใส่ปุ๋ย โดยพยายามให้ปุ๋ยอยู่ในตำแหน่งที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและ
รวดเร็วลดการสูญเสียปุ๋ยลง แบ่งได้หลายวิธี ดังนี้
6.2.1 การใส่ปุ๋ยเป็นแถบหรือจุดในดินบริเวณใต้เมล็ดพันธุ์และต้นกล้า
เป็นการ ใส่ปุ๋ยรองพื้นในร่องหรือแปลงปลูก โดยอาจวางเป็นแถบๆหรือจุดๆ
เฉพาะตรงที่หยอดเมล็ดพันธ์หรือที่ที่ต้นกล้าขึ้นอยู่
วิธีนี้ช่วยลดอันตรายจากปุ๋ยที่หว่านกระจายและตกอยู่ใกล้เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้ามากเกินไป
โดยปกติควรวางปุ๋ยให้ห่างจากเมล็ดพันธุ์หรือรากต้นกล้าอย่างน้อยประมาณ 7.5
– 10 เซนติเมตร
6.2.2 การใส่ปุ๋ยเป็นแถบหรือจุดในดินข้างแถวต้นกล้า
เป็นการใส่ปุ๋ยพวกปุ๋ยเสริมเป็นแถบๆหรือจุดๆในร่องดินตื้นๆตลอดแนวขนานกับแถวปลูกพืช
มักวางปุ๋ยในร่องลึกประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร และห่างจากต้นพืชผักประมาณ 7.5 – 10 เซนติเมตร
6.2.3 การใสปุ๋ยเป็นแถบบนดินรอบๆต้นพืชผัก
เป็นการใส่ปุ๋ยพวกเสริม หยอดหน้าที่เรียกว่า ปุ๋ยแต่งหน้า โดยโรยเป็นแถบๆบนผิวดินรอบๆต้นพืชผักหรือเฉพาะด้านข้างตลอดแนวขนานกับแถวปลูก
มักโรยให้ห่างจากต้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร

6.3
การให้ปุ๋ยแบบพ่นฝอยทางใบ
เป็นการให้ปุ๋ยในรูปสารละลายน้ำฉีดพ่นทางใบเพื่อให้พืชนำไปใช้ได้ทันที
เป็นการให้ปุ๋ยเสริมหรือแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารเสริมต่างๆ
จะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหากใช้วิธีการนี้ในการให้พวกธาตุอาหารหลัก การให้ปุ๋ยวิธีนี้ต้องระมัดระวังเรื่อง
ความเข้มข้นของปุ๋ย ถ้าอัตราเข้มข้นมากเกินไปจะทำให้เกิดใบไหม้ตายได้
6.4 การใส่ปุ๋ยผสมไปกับระบบน้ำหยด
เป็นการให้ปุ๋ยในรูปของสารละลาย โดยให้พร้อมกับน้ำหยด
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยได้อย่างมาก เพราะมีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ทั้งยังประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการให้ปุ๋ย แต่ต้องระมัดระวัง
ต้องใช้ชนิดที่ถูกต้องและอัตราที่พอเหมาะ
เพราะอาจไปเพิ่มปัญหาการสะสมของเกลือบริเวณรอบๆต้นพืชผักได้(เมืองทอง ทวนทวี
และสุรีรัตน์ ปัญญาโตนะ.2532: 155-157)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น